← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เอิร์นสต์ บาเดียน นักวิชาการคลาสสิกผู้พลิกโฉมการศึกษาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และคลาสสิกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระหว่างปี 1971-1998
  • มีบทบาทสำคัญในการโต้แย้งภาพลักษณ์อุดมคติของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชที่นำเสนอโดย วิลเลียม วูดธอร์ป ทาร์น
  • ร่วมก่อตั้งสมาคมนักประวัติศาสตร์โบราณ (Association of Ancient Historians) และวารสาร The American Journal of Ancient History
  • ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์กางเขนเกียรติยศด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะจากประเทศออสเตรียในปี 1999

เอิร์นสต์ บาเดียน (Ernst Badian; 8 สิงหาคม ค.ศ. 1925 – 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011) เป็นนักวิชาการด้านคลาสสิก (Classical Scholar) ชาวออสเตรียผู้มีชื่อเสียง ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระหว่างปี ค.ศ. 1971 ถึง 1998 บาเดียนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการวิพากษ์งานเขียนทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช และการส่งเสริมการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณในสหรัฐอเมริกา

ภาพถ่ายของเอิร์นสต์ บาเดียน
เอิร์นสต์ บาเดียน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คลาสสิก

ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา

บาเดียนเกิดที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1925 ต่อมาในปี ค.ศ. 1938 เขาและครอบครัวได้ลี้ภัยการกวาดล้างของพรรคนาซีไปยังประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี (University of Canterbury) ในเมืองไครสต์เชิร์ช โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (BA) ในปี ค.ศ. 1945 และปริญญาโท (MA) ในปีถัดมา

หลังจากสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตัน (Victoria University of Wellington) เป็นเวลาหนึ่งปี บาเดียนได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ University College, Oxford โดยศึกษาภายใต้การชี้แนะของ จอร์จ คอว์คเวลล์ (George Cawkwell) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (BA in Litt Hum) ชั้นเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในปี ค.ศ. 1950 ตามด้วยปริญญาโท (MA) ในปี ค.ศ. 1954 และปริญญาเอก (DPhil) ในปี ค.ศ. 1956 นอกจากนี้ เขายังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (LittD) จากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตันในปี ค.ศ. 1962 อีกด้วย

เส้นทางอาชีพทางวิชาการ

ก่อนจะเข้าสู่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บาเดียนได้สั่งสมประสบการณ์การสอนในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในอังกฤษ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (University of Sheffield), มหาวิทยาลัยเดอรัม (Durham University) และมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) รวมถึงมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล (University at Buffalo) ในสหรัฐอเมริกา

ในปี ค.ศ. 1971 บาเดียนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ในภาควิชาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และต่อมาในปี ค.ศ. 1973 เขาได้รับตำแหน่งควบในภาควิชาคลาสสิก (Department of the Classics) โดยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณ John Moors Cabot Professor of History Emeritus ในปี ค.ศ. 1998

นอกจากงานสอน บาเดียนยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวงการประวัติศาสตร์โบราณในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรและวารสารสำคัญ ได้แก่:

  • วารสาร The American Journal of Ancient History (ค.ศ. 1976)
  • สมาคมนักประวัติศาสตร์โบราณ (Association of Ancient Historians) (ค.ศ. 1974)
  • การประชุมวิชาการ New England Ancient History Colloquium

ผลงานทางวิชาการและการวิพากษ์พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

หนึ่งในความสนใจหลักของบาเดียนคือการศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แม้ว่าเขาจะไม่เคยเขียนหนังสือเล่มเดียว (Monograph) เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่เขาได้เขียนบทความและบทวิจารณ์จำนวนมากเพื่อโต้แย้งแนวคิดของ วิลเลียม วูดธอร์ป ทาร์น (William Woodthorpe Tarn) ซึ่งเป็นนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลในสมัยนั้น

ทาร์นนำเสนอภาพลักษณ์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ในเชิงอุดมคติว่าเป็นสุภาพบุรุษผู้เผยแพร่อารยธรรมกรีกไปทั่วโลก และละเลยแง่มุมด้านมืด เช่น ความโหดร้าย การดื่มสุราอย่างหนัก หรือรสนิยมทางเพศ บาเดียนจึงพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้น โดยมองว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงเป็น "เผด็จการที่ไร้ความปรานี"

ในปี ค.ศ. 1958 บาเดียนได้ตีพิมพ์บทความที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการศึกษาเรื่องพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ โดยระบุว่าภาพลักษณ์ "อเล็กซานเดอร์ผู้ช่างฝัน" (Alexander the Dreamer) ของทาร์นเป็นเพียง "ภาพหลอน" (Phantom) ที่ครอบงำวงการวิชาการมานานเกินไป ยูจีน บอร์ซา (Eugene Borza) ระบุว่าบทความชิ้นนี้ รวมถึงบทความเรื่องบาโกอัส (Bagoas) คนสนิทของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ได้สร้าง "การปฏิวัติในการศึกษาเรื่องอเล็กซานเดอร์" โดยการเปิดโปงข้อบกพร่องในการตีความของทาร์น

รางวัลและเกียรติยศ

บาเดียนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ American Academy of Arts and Sciences ในปี ค.ศ. 1974 ต่อมาในปี ค.ศ. 1999 เขาได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์กางเขนเกียรติยศด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ (Österreichische Ehrenkreuz für Wissenschaft und Kunst) จากประเทศออสเตรีย และในปีเดียวกันนั้น มหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรีได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่เขา

ชีวิตส่วนตัวและการเสียชีวิต

เอิร์นสต์ บาเดียน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ในวัย 85 ปี หลังจากประสบอุบัติเหตุพลัดตกในบ้านพักที่เมืองควินซี รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยมีภรรยาคือ นาธลี (Nathlie) บุตรสองคน และหลานหลายคนเป็นผู้สืบทอด

มรดกทางวิชาการ

ปัจจุบัน คอลเลกชันเหรียญกษาปณ์สมัยสาธารณรัฐโรมันของเอิร์นสต์ บาเดียน (The Ernst Badian Collection of Roman Republican Coins) ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุและคอลเลกชันพิเศษของห้องสมุดมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส (Rutgers University)

นอกจากนี้ ในการประชุมของสมาคมนักประวัติศาสตร์โบราณปี ค.ศ. 2012 ได้มีการนำเสนอบทความที่สะท้อนถึงระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่บาเดียนได้วางรากฐานไว้ โดยนักประวัติศาสตร์ ที. คอรีย์ เบรนแนน (T. Corey Brennan) และ เจอร์ซี ลินเดอร์สกี (Jerzy Linderski)

ผลงานเขียนที่สำคัญ

ชื่อผลงาน ปีที่พิมพ์
Foreign Clientelae 264–70 B.C. ค.ศ. 1958
Studies in Greek and Roman History ค.ศ. 1964
Roman Imperialism in the Late Republic ค.ศ. 1968
Publicans and Sinners ค.ศ. 1972
From Plataea to Potidaea ค.ศ. 1993
Collected papers on Alexander the Great ค.ศ. 2012

คำถามที่พบบ่อย

เอิร์นสต์ บาเดียน คือใคร?

เอิร์นสต์ บาเดียน เป็นนักวิชาการด้านคลาสสิกชาวออสเตรีย-อเมริกัน ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์กรีกและโรมันโบราณ

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของ เอิร์นสต์ บาเดียน คืออะไร?

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือการเขียนบทความวิพากษ์การตีความประวัติศาสตร์ของ วิลเลียม วูดธอร์ป ทาร์น โดยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจาก 'ผู้เผยแพร่อารยธรรม' เป็น 'เผด็จการที่ไร้ความปรานี'

บาเดียนมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณในสหรัฐฯ อย่างไร?

เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักประวัติศาสตร์โบราณ (Association of Ancient Historians) และวารสาร The American Journal of Ancient History ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการวิจัยประวัติศาสตร์โบราณในสหรัฐอเมริกา

คอลเลกชันเหรียญของบาเดียนอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน?

คอลเลกชันเหรียญกษาปณ์สมัยสาธารณรัฐโรมันของเขาถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส (Rutgers University)