ฟอกเกอร์ F.VIII เครื่องบินโดยสารสองเครื่องยนต์ยุคบุกเบิก
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเครื่องบินโดยสารสองเครื่องยนต์รุ่นแรกของบริษัทฟอกเกอร์
- ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสายการบิน KLM ที่ต้องการเครื่องบินที่มีความจุผู้โดยสารมากขึ้น
- การตัดเครื่องยนต์ส่วนจมูกออกช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและลดการสึกหรอของลำตัวเครื่องบิน
- ใช้โครงสร้างแบบผสมระหว่างเหล็กเชื่อม ไม้อัด และผ้าใบ
ฟอกเกอร์ F.VIII (Fokker F.VIII หรือ F.8) เป็นเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์คู่ ซึ่งออกแบบและผลิตโดยบริษัทผู้ผลิตอากาศยานชาวดัตช์ ฟอกเกอร์ (Fokker) ในช่วงทศวรรษ 1920 โดยมีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกับรุ่น F.VII ซึ่งมักจะเป็นเครื่องบินสามเครื่องยนต์ แต่ F.VIII มีการขยายขนาดตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้นและตัดเครื่องยนต์ส่วนจมูกออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและลดผลกระทบจากแรงลมของใบพัด
เครื่องบินรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสาร 12 ท่าน ในรูปแบบการจัดที่นั่งที่ถือว่าหรูหรามากสำหรับยุคสมัยนั้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องบินในตระกูลเดียวกันที่มีขนาดใหญ่กว่าคือรุ่น F.IX (หรือ F-9) ซึ่งกลับไปใช้การกำหนดค่าแบบสามเครื่องยนต์
การออกแบบและการพัฒนา

ในปี 1926 สายการบิน KLM ได้ส่งคำขอให้ฟอกเกอร์พัฒนาเครื่องบินโดยสารที่มีความจุผู้โดยสารมากกว่ารุ่น F.VII ที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น ทำให้ ไรน์โฮลด์ พลาตซ์ (Reinhold Platz) ผู้ออกแบบได้เริ่มพัฒนา F.VIII ขึ้นทันที
โครงสร้างและวัสดุ
F.VIII ใช้โครงสร้างแบบผสม (Mixed Construction) โดยส่วนลำตัวและหางสร้างจากโครงเหล็กเชื่อมหุ้มด้วยไม้อัด (Multiplex), ผ้าใบ และดูราลูมิน (Duralumin) ในขณะที่โครงปีกทำจากไม้ทั้งหมดหุ้มด้วยไม้อัด ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตของฟอกเกอร์ในขณะนั้น ส่งผลให้ได้เครื่องบินปีกบนแบบคานยื่น (Cantilever High-winged Monoplane) ที่เป็นเอกลักษณ์
ระบบขับเคลื่อนและนวัตกรรม
F.VIII ถือเป็นเครื่องบินโดยสารสองเครื่องยนต์รุ่นแรกของฟอกเกอร์ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาของเครื่องยนต์เรเดียล (Radial Engines) ที่มีกำลังสูงขึ้นในยุคนั้น การตัดเครื่องยนต์ที่จมูกเครื่องบินออกส่งผลดีหลายประการ ได้แก่:
- ลดการสึกหรอ: ลดการสึกหรอของลำตัวเครื่องบินที่เกิดจากแรงลมของใบพัด (Prop-wash)
- ลดแรงสั่นสะเทือน: ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นขึ้นเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนลดลงอย่างมาก
เครื่องบินลำแรกใช้เครื่องยนต์ Bristol Jupiter ขนาด 358 กิโลวัตต์ (480 แรงม้า) ซึ่งผลิตภายใต้ใบอนุญาตโดย Gnome-Rhone ต่อมา KLM ได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ Pratt and Whitney Wasp T1D1 ขนาด 391 กิโลวัตต์ (525 แรงม้า) พร้อมติดตั้งแหวน Townend เพื่อลดแรงต้านอากาศ นอกจากนี้ยังมีการทดลองติดตั้งเครื่องยนต์ Wright Cyclones ขนาด 589 กิโลวัตต์ (790 แรงม้า) ในตำแหน่งบนปีกเพื่อศึกษาผลกระทบต่อการไหลของอากาศ ซึ่งเป็นรูปแบบที่กลายเป็นมาตรฐานในเครื่องบินใบพัดยุคต่อมา
ประวัติการปฏิบัติการ

KLM รับมอบเครื่องบินลำแรกจากทั้งหมด 7 ลำในวันที่ 24 มิถุนายน 1927 โดยนำไปใช้ในเส้นทางบินภายในยุโรปเป็นหลัก นอกจากนี้ บริษัท Malert ของฮังการีได้ซื้อเครื่องบิน 1 ลำ และให้โรงงาน Manfréd Weiss ในบูดาเปสต์ผลิตเพิ่มอีก 3 ลำภายใต้ใบอนุญาต โดยใช้เครื่องยนต์ Gnome-Rhône Jupiter 9A สำหรับเส้นทางบินระยะสั้น
ในช่วงปี 1936-1937 เครื่องบินบางส่วนของ KLM ถูกขายให้กับ British Airways เพื่อใช้ในเส้นทางข้ามช่องแคบอังกฤษ และบางลำถูกขายไปยังเวเนซุเอลา ซึ่งซากของเครื่องบินลำหนึ่ง (PH-AED) ถูกกู้คืนในปี 2001 โดยทีมงานจากพิพิธภัณฑ์ Aviodrome ในเนเธอร์แลนด์
การใช้งานในกองทัพอากาศฟินแลนด์
เครื่องบิน F.VIII ลำหนึ่งที่เคยผ่านการใช้งานจาก KLM, British Airways และบริษัท G.A. Flygrender ของสวีเดน ได้ถูกซื้อโดยองค์กร Nationella Samlingen ของสวีเดนผ่านการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือฟินแลนด์ในสงครามฤดูหนาว (Winter War) และถูกส่งมอบให้กองทัพอากาศฟินแลนด์ในปี 1940 โดยใช้รหัส FE-1 และถูกนำไปใช้ในการขนส่งทหารที่บาดเจ็บ
คำถามที่พบบ่อย
Fokker F.VIII แตกต่างจาก Fokker F.VII อย่างไร?
F.VIII มีขนาดตัวเครื่องใหญ่กว่า และเปลี่ยนจากรูปแบบสามเครื่องยนต์ (ในรุ่น F.VII ส่วนใหญ่) มาเป็นสองเครื่องยนต์ โดยตัดเครื่องยนต์ที่จมูกเครื่องบินออกเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและเพิ่มความสบายให้ผู้โดยสาร
Fokker F.VIII บรรทุกผู้โดยสารได้กี่คน?
ตามมาตรฐานสามารถบรรทุกได้ 15 คน แต่สายการบิน KLM เลือกจัดที่นั่งแบบหรูหราซึ่งรองรับผู้โดยสารได้ 12 คน
เครื่องยนต์ที่ใช้ใน Fokker F.VIII มีรุ่นใดบ้าง?
เริ่มแรกใช้ Bristol Jupiter ต่อมามีการใช้ Pratt and Whitney Wasp และมีการทดลองใช้ Wright Cyclones ในบางลำ
