← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ขบวนการวัฒนธรรมเสรี

สรุปใจความสำคัญ

  • มุ่งเน้นการเปลี่ยนจากระบบ 'สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด' เป็น 'สงวนสิทธิ์บางประการ' เพื่อส่งเสริมการดัดแปลงและเผยแพร่
  • มีจุดเริ่มต้นจากการต่อต้านกฎหมาย Sonny Bono Copyright Term Extension Act ในสหรัฐอเมริกา
  • Creative Commons (CC) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถกำหนดเงื่อนไขการแบ่งปันผลงานได้อย่างเป็นระบบ
  • นิยามของผลงานวัฒนธรรมเสรีจะยอมรับเฉพาะสัญญาอนุญาตที่อนุญาตให้ดัดแปลงและใช้เพื่อการค้าได้ เช่น CC BY และ CC BY-SA

ขบวนการวัฒนธรรมเสรี (Free-culture movement) คือการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มุ่งส่งเสริมเสรีภาพในการเผยแพร่และดัดแปลงผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นในรูปแบบของเนื้อหาเสรี (Free content) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เนื้อหาแบบเปิด (Open content) โดยสนับสนุนให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานใช้สัญญาอนุญาตที่ผ่อนปรนหรือมีเงื่อนไขให้แบ่งปันในลักษณะเดียวกัน (Share-alike) เช่นเดียวกับรูปแบบที่ใช้ในวิกิพีเดีย

เป้าหมายหลักของขบวนการนี้คือการคัดค้านกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวดเกินไป ซึ่งสมาชิกในขบวนการมองว่าเป็นการขัดขวางความคิดสร้างสรรค์และสร้างสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมการขออนุญาต" (Permission culture) ซึ่งส่งผลให้ขอบเขตของสาธารณสมบัติ (Public domain) และการใช้งานที่เป็นธรรม (Fair use) ลดน้อยลง

Lawrence Lessig ขณะบรรยายบนโพเดียมพร้อมไมโครโฟนและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
Lawrence Lessig ผู้ก่อตั้ง Creative Commons และบุคคลสำคัญของขบวนการวัฒนธรรมเสรี

ความเชื่อมโยงกับแนวคิดอื่น

ขบวนการวัฒนธรรมเสรีมีรากฐานมาจากจริยธรรมในการแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างเสรี ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดและขบวนการอื่น ๆ ดังนี้:

  • ขบวนการซอฟต์แวร์เสรีและโอเพนซอร์ส: การแบ่งปันรหัสต้นฉบับเพื่อการพัฒนาต่อยอด
  • การเข้าถึงแบบเปิด (Open Access): การทำให้ผลงานทางวิชาการเข้าถึงได้ฟรี
  • วัฒนธรรมการรีมิกซ์ (Remix Culture): การนำผลงานเดิมมาดัดแปลงสร้างสรรค์ใหม่
  • วัฒนธรรมแฮกเกอร์ (Hacker Culture): การสำรวจและปรับปรุงระบบเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
  • Copyleft: การใช้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อรับประกันว่าผลงานที่ดัดแปลงจะยังคงเป็นเสรี

ประวัติและการก่อตัว

จุดเริ่มต้นและแรงผลักดัน

ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 Stewart Brand ผู้ก่อตั้ง Whole Earth Catalog ได้เสนอแนวคิดว่าเทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยมนุษย์มากกว่าการกดขี่ และในปี 1984 เขาได้สร้างวลี "ข้อมูลต้องการความเป็นอิสระ" (Information wants to be free) เพื่อต่อต้านการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐบาล

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1998 เมื่อสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาผ่านกฎหมาย Sonny Bono Copyright Term Extension Act ซึ่งขยายระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ออกไปอีก 20 ปี (รวมเป็น 70 ปีหลังผู้สร้างเสียชีวิต) กฎหมายนี้ถูกเรียกขานว่า "กฎหมายคุ้มครองมิกกี้เมาส์" (Mickey Mouse Protection Act) เนื่องจากได้รับแรงผลักดันอย่างมากจากบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง Disney

Lawrence Lessig ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าลิขสิทธิ์กลายเป็นอุปสรรคต่อการผลิตทางวัฒนธรรม การแบ่งปันความรู้ และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยเขาได้เดินทางบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ จนนำไปสู่การก่อตั้งกลุ่ม Students for Free Culture ที่วิทยาลัย Swarthmore

การก่อตั้ง Creative Commons

ในปี 2001 Lessig ได้ริเริ่มก่อตั้ง Creative Commons (CC) เพื่อเป็นระบบสัญญาอนุญาตทางเลือกที่ใช้หลักการ "สงวนสิทธิ์บางประการ" (Some rights reserved) แทนที่ระบบเดิมที่ "สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด" (All rights reserved) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้สร้างสรรค์และประโยชน์ของสาธารณะในการนำผลงานไปใช้และดัดแปลง

การกำหนดนิยามของผลงานวัฒนธรรมเสรี

ในช่วงปี 2005-2006 เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสัญญาอนุญาตของ Creative Commons บางฉบับยังขาดมาตรฐานขั้นต่ำของความเสรี นำไปสู่การสร้าง "นิยามของผลงานวัฒนธรรมเสรี" (Definition of Free Cultural Works) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Erik Möller, Lawrence Lessig, Benjamin Mako Hill และ Richard Stallman

ส่งผลให้สัญญาอนุญาต CC บางประเภทได้รับการยอมรับว่าเป็น "ผลงานวัฒนธรรมเสรี" ได้แก่ CC BY (แสดงที่มา) และ CC BY-SA (แสดงที่มาและแบ่งปันในเงื่อนไขเดียวกัน) รวมถึง CC0 (สละสิทธิ์สู่สาธารณสมบัติ) ในขณะที่สัญญาอนุญาตที่มีข้อจำกัดด้านการใช้เพื่อการค้าหรือห้ามดัดแปลงจะไม่ถูกนับเป็นผลงานวัฒนธรรมเสรี

องค์กรที่เกี่ยวข้อง

  • Creative Commons (CC): องค์กรหลักที่ส่งเสริมการแบ่งปันผลงานสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางธุรกิจ
  • QuestionCopyright.org: องค์กรที่มุ่งเน้นการชี้ให้เห็นถึงผลเสียทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการผูกขาดการเผยแพร่ผลงาน โดยสนับสนุนการเผยแพร่แบบเสรีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งศิลปินและผู้ชม

คำถามที่พบบ่อย

ขบวนการวัฒนธรรมเสรีแตกต่างจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สอย่างไร?

แม้จะมีเป้าหมายคล้ายกัน แต่ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมุ่งเน้นที่รหัสคอมพิวเตอร์ (Source Code) ในขณะที่ขบวนการวัฒนธรรมเสรีครอบคลุมถึงผลงานสร้างสรรค์ทุกรูปแบบ เช่น งานเขียน ศิลปะ ดนตรี และภาพถ่าย

สัญญาอนุญาต Creative Commons ทุกประเภทถือเป็น 'วัฒนธรรมเสรี' หรือไม่?

ไม่ทุกประเภท สัญญาอนุญาตที่ห้ามดัดแปลง (ND) หรือห้ามใช้เพื่อการค้า (NC) ไม่ถือว่าเป็นผลงานวัฒนธรรมเสรีตามนิยามของขบวนการ เนื่องจากมีการจำกัดเสรีภาพในการนำไปใช้ต่อยอด

ทำไมขบวนการนี้ถึงคัดค้านกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวด?

เพราะมองว่าการขยายระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่นานเกินไปทำให้ผลงานไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติเสียที ซึ่งเป็นการปิดกั้นการนำผลงานเก่ามาสร้างสรรค์ใหม่และขัดขวางการเข้าถึงความรู้ของสาธารณะ