General Dynamics F-111 Aardvark เครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียง
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเครื่องบินรุ่นแรกๆ ที่ใช้ปีกปรับระดับได้ (Variable-sweep wings) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการบินช้าและบินเร็ว
- มีระบบเรดาร์ติดตามภูมิประเทศอัตโนมัติที่ช่วยให้บินระดับต่ำเพื่อหลบหลีกเรดาร์ศัตรู
- ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสงครามเวียดนามและสงครามอ่าว โดยมีอัตราการสูญเสียต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนภารกิจ
General Dynamics F-111 Aardvark เป็นเครื่องบินขับไล่-ทิ้งระเบิดพิสัยกลางความเร็วเหนือเสียงที่ปลดระวางแล้ว โดยมีบทบาทหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การโจมตีสกัดกั้น การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ (รวมถึงขีดความสามารถในการบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์) การลาดตระเวน ไปจนถึงการสงครามอิเล็กทรอนิกส์

จุดกำเนิดและนวัตกรรมทางวิศวกรรม
F-111 ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 โดยบริษัท General Dynamics ภายใต้โครงการ TFX ของ Robert McNamara สิ่งที่ทำให้ F-111 โดดเด่นและเป็นผู้บุกเบิกในยุคนั้นคือ:
- ปีกปรับระดับได้ (Variable-sweep wings): ช่วยให้เครื่องบินสามารถบินขึ้น-ลงในระยะทางสั้นๆ และบินด้วยความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบมีสันดาปท้าย (Afterburning turbofan engines): ให้กำลังขับมหาศาลสำหรับการเร่งความเร็ว
- เรดาร์ติดตามภูมิประเทศอัตโนมัติ (Automated terrain-following radar): ช่วยให้เครื่องบินสามารถบินระดับต่ำด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ศัตรู
การออกแบบเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาเครื่องบินรุ่นหลังๆ ที่ใช้ปีกปรับระดับได้ และฟีเจอร์ขั้นสูงหลายอย่างได้กลายเป็นมาตรฐานในเครื่องบินรบสมัยใหม่
ประวัติการปฏิบัติการ
F-111 เข้าประจำการกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ในปี 1967 และถูกนำไปใช้ในการรบจริงตั้งแต่เดือนมีนาคม 1968 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของสงครามเวียดนาม ซึ่งทำภารกิจโจมตีภาคพื้นดินระดับต่ำมากกว่า 4,000 ภารกิจ โดยมีการสูญเสียจากการรบเพียง 6 เครื่องเท่านั้น
นอกจากนี้ F-111 ยังมีบทบาทสำคัญในสงครามอ่าว (Operation Desert Storm) ปี 1991 โดยรุ่น F-111F ประสบความสำเร็จในภารกิจโจมตีสูงกว่าเครื่องบินโจมตีรุ่นอื่นๆ ของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการครั้งนั้น
การใช้งานในออสเตรเลีย
รัฐบาลออสเตรเลียได้สั่งซื้อรุ่น F-111C เพื่อทดแทนเครื่องบิน English Electric Canberra โดยเข้าประจำการกับกองทัพอากาศรอยัลออสเตรเลีย (RAAF) ในปี 1973 แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ในการโจมตีเชิงรุก แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการป้องปรามทางทหาร เช่น ในปฏิบัติการที่ติมอร์ตะวันออก
การปลดระวางและผู้สืบทอด
เนื่องจากค่าบำรุงรักษาที่สูงในช่วงหลังสงครามเย็น กองทัพอากาศสหรัฐฯ จึงตัดสินใจปลดระวาง F-111 ในช่วงทศวรรษ 1990 โดยรุ่น F-111F ลำสุดท้ายถูกถอนตัวในปี 1996 และ EF-111 ในปี 1998 โดยมี F-15E Strike Eagle และ B-1B Lancer เข้ามาทำหน้าที่แทน
สำหรับออสเตรเลีย F-111C ประจำการจนถึงเดือนธันวาคม 2010 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย F/A-18E/F Super Hornet และ F-35 Lightning II ในเวลาต่อมา
รายละเอียดทางเทคนิคและรุ่นต่างๆ
| รุ่น | บทบาทหลัก |
|---|---|
| F-111A | โจมตีและสกัดกั้นระยะไกล |
| FB-111 | ทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ |
| EF-111 | สงครามอิเล็กทรอนิกส์ |
| F-111C | รุ่นสำหรับกองทัพอากาศออสเตรเลีย |
คำถามที่พบบ่อย
ชื่อ Aardvark มีที่มาจากอะไร?
ชื่อ Aardvark มาจากชื่อสัตว์กินแมลงในแอฟริกาที่มีจมูกยาว ซึ่งเปรียบได้กับลักษณะส่วนหน้าของเครื่องบิน F-111
ทำไม F-111 ถึงต้องมีปีกปรับระดับได้?
เพื่อให้เครื่องบินสามารถบินขึ้นและลงจอดในรันเวย์สั้นๆ ได้ (STOL) ในขณะที่ยังสามารถทำความเร็วเหนือเสียงได้เมื่อกางปีกออกในมุมที่เหมาะสม
เครื่องบินรุ่นใดเข้ามาแทนที่ F-111 ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ?
F-15E Strike Eagle เข้ามาแทนที่ในภารกิจโจมตีระยะกลางที่มีความแม่นยำ และ B-1B Lancer เข้ามาแทนที่ในบทบาทเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียง


