← กลับไปยังบทความทั้งหมด

คู่มือความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว (A Guide to the Scientific Knowledge of Things Familiar)

สรุปใจความสำคัญ

  • เขียนโดย เอเบเนเซอร์ โคแฮม บรูเวอร์ และตีพิมพ์ครั้งแรกประมาณปี ค.ศ. 1840
  • นำเสนอข้อมูลในรูปแบบคำถาม-คำตอบ (Catechism) มากกว่า 2,000 ข้อ
  • มีการตีพิมพ์ถึง 47 ฉบับภายในปี ค.ศ. 1905 เฉพาะในภาษาอังกฤษ
  • มีการสอดแทรกแนวคิดเรื่องการออกแบบโดยพระเจ้า (Divine Design) เพื่อเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับศาสนา

คู่มือความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งรอบตัว (A Guide to the Scientific Knowledge of Things Familiar) หรือที่รู้จักในชื่อ The Guide to Science หรือ Brewer's Guide to Science เป็นผลงานเขียนของ เอเบเนเซอร์ โคแฮม บรูเวอร์ (Ebenezer Cobham Brewer) ที่มุ่งเน้นการอธิบายปรากฏการณ์ทั่วไปที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน โดยหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในสหราชอาณาจักรประมาณปี ค.ศ. 1840 และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของ คำถามและคำตอบ (Catechism) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในสมัยนั้น

หน้าปกของหนังสือ Guide to Science
หน้าปกของหนังสือ Guide to Science

เนื้อหาและโครงสร้างของหนังสือ

จุดประสงค์หลักของหนังสือเล่มนี้คือการตอบคำถามมากกว่า 2,000 ข้อเกี่ยวกับปรากฏการณ์รอบตัว โดยบรูเวอร์ตั้งใจให้เนื้อหามีความเข้าใจง่ายสำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เรียบง่ายจนเกินไปจนทำให้ผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์รู้สึกไม่พอใจ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่สิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เทียนไข เตา และปล่องไฟ ไปจนถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า (รวมถึงการกล่าวถึงฟ้าผ่าแบบลูกบอล หรือ Ball Lightning) เมฆ น้ำค้าง และรุ้งกินน้ำ

สารบัญของหนังสือ Guide to Science ส่วนที่ 1
สารบัญของหนังสือ Guide to Science

โครงสร้างของหนังสือแบ่งออกเป็นสองหรือสามส่วน (ขึ้นอยู่กับฉบับที่พิมพ์) โดยแต่ละส่วนประกอบด้วยหลายบท ดังนี้:

  • ส่วนที่หนึ่ง: เน้นคำถามเกี่ยวกับความร้อน แหล่งกำเนิดความร้อน และผลกระทบของความร้อนต่อมนุษย์และสัตว์
  • ส่วนที่สอง: เน้นคำถามเกี่ยวกับอากาศ อธิบายเหตุผลที่โลหะเกิดสนิมในอากาศ การทำงานของบารอมิเตอร์ และการส่งผ่านของเสียง
  • ส่วนเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous): รวบรวมคำถามที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น เรื่องการนอนหลับและการฝัน

ประวัติการตีพิมพ์และความสำเร็จ

หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากนิสัยของบรูเวอร์ที่ชอบจดบันทึกจากการอ่าน โดยเขาเขียนบันทึกในรูปแบบคำถามและคำตอบ และเว้นช่องว่างไว้สำหรับเติมคำตอบเมื่อค้นพบข้อมูล หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล โดยมีการตีพิมพ์ถึง 47 ฉบับในปี ค.ศ. 1905 เฉพาะในภาษาอังกฤษ และมีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากมาย เช่น ภาษาสเปน ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาถูกแปลเป็นภาษาสวีเดนและภาษาโปรตุเกส

ในสหรัฐอเมริกา หนังสือเล่มนี้ได้รับการปรับปรุงโดย โรเบิร์ต อีแวนส์ ปีเตอร์สัน และตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1851 ในชื่อ Familiar Science; or, the Scientific Explanation of Common Things เพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียนชาวอเมริกันและถูกนำไปใช้เป็นตำราเรียนในโรงเรียนหลายแห่งในรัฐเพนซิลเวเนียและบรูคลิน ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้นำฉบับปรับปรุงของบรูเวอร์ที่ตีพิมพ์ในสหรัฐฯ ปี ค.ศ. 1864 มาแปลงเป็นรูปแบบดิจิทัล

มุมมองทางศาสนาและวิทยาศาสตร์

แม้ว่าหนังสือจะนำเสนอตัวเองในฐานะตำราวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่บรูเวอร์ซึ่งเป็นนักบวช (Priest) ได้สอดแทรกแนวคิดทางศาสนา โดยเฉพาะเรื่อง การออกแบบโดยพระเจ้า (Divine Design) เข้าไปในคำตอบหลายข้อ ตัวอย่างเช่น ในการอธิบายว่าเหตุใดน้ำแข็งจึงมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ (ลอยน้ำได้) บรูเวอร์ไม่ได้อธิบายด้วยพันธะไฮโดรเจนตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ระบุว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะ "พระเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างชาญฉลาดให้น้ำเป็นข้อยกเว้นของกฎทั่วไป"

แนวทางของบรูเวอร์สะท้อนถึงความพยายามของนักเขียนวิทยาศาสตร์แนวประชานิยมในยุคนั้นที่ต้องการสร้างกรอบทางศาสนาให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ความเชื่อทางศาสนายังคงมีความสำคัญในใจของสาธารณชน แม้กระทั่งหลังจากการตีพิมพ์หนังสือ On the Origin of Species ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ในปี ค.ศ. 1859

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือ A Guide to the Scientific Knowledge of Things Familiar คืออะไร?

เป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ยอดนิยมในศตวรรษที่ 19 ที่เขียนโดย เอเบเนเซอร์ โคแฮม บรูเวอร์ ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวันผ่านรูปแบบคำถามและคำตอบ

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ครอบคลุมเรื่องใดบ้าง?

เนื้อครอบคลุมทั้งสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เทียนไข และปล่องไฟ รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น รุ้งกินน้ำ และฟ้าผ่า

ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงถูกมองว่าไม่ใช่ตำราวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์?

เพราะผู้เขียนซึ่งเป็นนักบวชได้สอดแทรกคำอธิบายที่อ้างอิงถึงการออกแบบโดยพระเจ้า (Divine Design) ในหลายส่วนของเนื้อหา แทนที่จะใช้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว