Hipster ยุค 1940 วัฒนธรรมย่อยของคนรักดนตรีแจ๊สและบีบ็อป
สรุปใจความสำคัญ
- Hipster ในยุค 1940 หมายถึงผู้ที่คลั่งไคล้ดนตรีแจ๊สแนว Bebop และ Jump Blues
- ชุด Zoot Suit เป็นเครื่องแต่งกายที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของกลุ่ม Hepcats
- Jive talk เป็นภาษาแสลงที่พัฒนามาจากภาษาอังกฤษสำเนียงแอฟริกัน-อเมริกัน (AAVE)
ในทศวรรษที่ 1940 คำว่า "Hipster" หรือ "Hepcat" ไม่ได้หมายถึงภาพลักษณ์แบบที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่หมายถึงกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในดนตรี Jump Blues และดนตรีแจ๊ส โดยเฉพาะแนว Bebop ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงต้นทศวรรษ 1940 วัฒนธรรมย่อยนี้เป็นการนำวิถีชีวิตของนักดนตรีแจ๊สมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

เอกลักษณ์และการแต่งกายของ Hepcats
ลักษณะเด่นของกลุ่ม Hipster ในยุคนี้คือการเลียนแบบสไตล์ของนักดนตรีแจ๊ส ซึ่งประกอบด้วย:
- ทรงผม Conk: ทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้น
- ชุด Zoot Suit: ชุดสูทตัวโคร่ง สีสันฉูดฉาด หรือมีลายทางชอล์กหนาๆ สวมคู่กับหมวกปีกกว้าง (Fedora) หรือหมวกทรง Pork Pie ซึ่งบางครั้งมีการประดับขนนกยาวเพื่อความสวยงาม
- เครื่องประดับ: สายนาฬิกาที่ยาวเป็นพิเศษ
- ไลฟ์สไตล์: การใช้ภาษาแสลงที่เรียกว่า "Jive talk", การสูบยาสูบ, การใช้กัญชา และทัศนคติที่ผ่อนคลายต่อชีวิต
- การเต้น: ความชื่นชอบในการเต้นสวิง โดยเฉพาะ Lindy Hop
ภาษา Jive Talk รหัสลับของคนวงใน
Jive talk (หรือ Harlem jive) เป็นภาษาแสลงของชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่พัฒนาขึ้นในชุมชนเมือง และต่อมาได้แพร่หลายเข้าสู่สังคมกระแสหลักในช่วงทศวรรษ 1940
ในปี 1938 Cab Calloway ผู้นำวงดนตรีแจ๊สและนักร้องชื่อดัง ได้ตีพิมพ์ "Hepster's Dictionary" ซึ่งเป็นพจนานุกรมฉบับแรกโดยชาวแอฟริกัน-อเมริกัน เพื่อรวบรวมคำศัพท์ Jive talk ที่นิยมในหมู่เยาวชนแอฟริกัน-อเมริกันในสมัยนั้น
ประวัติและการวิวัฒนาการของคำว่า Hip และ Hep
คำว่า Hep และ Hip มีที่มาที่ไม่แน่ชัด แต่ในยุคแรกของดนตรีแจ๊ส นักดนตรีใช้คำว่า "Hep" เพื่อเรียกคนที่ "รู้ลึกรู้จริง" เกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อยของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "Hepcats"
เมื่อคำว่า Hep เริ่มถูกนำไปใช้ในวัฒนธรรมกระแสหลัก (หรือที่เรียกว่าพวก "Square") ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 นักดนตรีแจ๊สจึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า "Hip" แทนเพื่อสร้างความแตกต่าง ในปี 1944 Harry Gibson นักเปียโนได้เปลี่ยนคำว่า Hepcat เป็น "Hipster" ในคำอธิบายว่าคือ "ตัวละครที่ชอบดนตรีแจ๊สแบบร้อนแรง (Hot Jazz)"
อิทธิพลทางสังคมและปรัชญา
ในช่วงแรก Hipsters มักเป็นเยาวชนผิวขาวชนชั้นกลางที่พยายามเลียนแบบวิถีชีวิตของนักดนตรีแจ๊สผิวสี พวกเขาเริ่มเข้าไปในชุมชนคนผิวสีเพื่อฟังเพลงและเต้นรำ นำไปสู่การเปิดรับความหลากหลายทางเชื้อชาติและการทดลองสิ่งใหม่ๆ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วัฒนธรรมนี้ได้ส่งผลต่อวงการวรรณกรรม โดยนักเขียนอย่าง Jack Kerouac และ Allen Ginsberg ได้บรรยายถึง Hipsters ในฐานะผู้แสวงหาจิตวิญญาณ และ Norman Mailer ได้เปรียบ Hipsters ว่าเป็นกลุ่มอัตถิภาวนิยม (Existentialists) ของอเมริกา ที่เลือกจะแยกตัวออกจากสังคมที่เต็มไปด้วยการคล้อยตาม เพื่อออกเดินทางค้นหาตัวตนที่แท้จริง
คำถามที่พบบ่อย
Hipster ในยุค 1940 ต่างจาก Hipster ในปัจจุบันอย่างไร?
Hipster ยุค 1940 คือกลุ่มคนที่เลียนแบบวิถีชีวิตนักดนตรีแจ๊สผิวสี เน้นดนตรี Bebop และการแต่งกายด้วยชุด Zoot Suit ในขณะที่ Hipster ปัจจุบันมักเกี่ยวข้องกับรสนิยมทางศิลปะ แฟชั่นวินเทจ และการบริโภคสินค้าทางเลือกที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก
Zoot Suit คืออะไร?
Zoot Suit คือชุดสูทที่มีลักษณะตัวโคร่งหรือใหญ่กว่าตัวมาก มักมีสีสันฉูดฉาดหรือลายทาง และสวมคู่กับหมวกปีกกว้างหรือหมวกทรง Pork Pie
ใครคือผู้เผยแพร่พจนานุกรม Jive talk เล่มแรก?
Cab Calloway ผู้นำวงดนตรีแจ๊สและนักร้องชื่อดัง เป็นผู้ตีพิมพ์ 'Hepster's Dictionary' ในปี 1938

