โรงแรมวอร์ซอว์ ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของอาคารพรูเดนเชียล
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโปแลนด์ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
- ใช้โครงสร้างเหล็กที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ทำให้ตัวอาคารรอดพ้นจากการถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
- เป็นสถานที่แพร่ภาพโทรทัศน์ครั้งแรกในยุโรปในปี ค.ศ. 1936
- ได้รับการบูรณะให้กลับสู่รูปแบบอาร์ตเดโคดั้งเดิมและเปิดให้บริการเป็นโรงแรม 5 ดาวในปี ค.ศ. 2018
โรงแรมวอร์ซอว์ (Hotel Warszawa) หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า อาคารพรูเดนเชียล (Prudential House) เป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญทางสถาปัตยกรรม ตั้งอยู่ในจัตุรัสวอร์ซอว์อินเซอร์เจนท์ส (Warsaw Insurgents Square) บนถนนชเวนโตกชริสกา (Świętokrzyska Street) ในกรุงวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ อาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1931 ถึง 1933 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค (Art Deco) เพื่อใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทประกันภัยพรูเดนเชียลจากสหราชอาณาจักร และเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโปแลนด์ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง
การออกแบบและโครงสร้างในยุคแรก
ในขณะที่ก่อสร้าง อาคารพรูเดนเชียลมีความสูง 66 เมตร มีทั้งหมด 18 ชั้น ซึ่งทำให้เป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของยุโรปในขณะนั้น โดยเป็นรองจากอาคาร Telefónica, Boerentoren, Ullsteinhaus, Siemensturm และ Bel-Air-Turm
อาคารนี้ออกแบบโดยสถาปนิก มาร์ซิน ไวเนเฟลด์ (Marcin Weinfeld) โดยเน้นการใช้งานพื้นที่ชั้นล่างเป็นสำนักงาน และชั้นบนเป็นห้องชุดพักอาศัยสุดหรู จุดเด่นที่สำคัญคือการใช้โครงสร้างเหล็ก (Steel Framework) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ออกแบบโดย สเตฟาน ไบรลา (Stefan Bryła) และ เวนเซสลาฟ โพนิช (Wenczesław Poniż) โดยใช้ทรัพยากรในการก่อสร้างมหาศาล ประกอบด้วยอิฐกว่า 2 ล้านก้อน คอนกรีต 2,000 ตัน และเหล็ก 1,500 ตัน

นวัตกรรมด้านการสื่อสาร
ในปี ค.ศ. 1936 ศาสตราจารย์ ยานุช กรอชคอฟสกี (Janusz Groszkowski) ได้ติดตั้งเสาอากาศความสูง 27 เมตรบนดาดฟ้าของอาคาร ซึ่งถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ภาพโทรทัศน์ครั้งแรกในยุโรป ทำให้อาคารพรูเดนเชียลกลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยในกรุงวอร์ซอว์และปรากฏอยู่ในสื่อโฆษณาและภาพยนตร์ร่วมสมัยจำนวนมาก
ความเสียหายในช่วงสงครามและการฟื้นฟู
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะระหว่างการลุกฮือที่วอร์ซอว์ (Warsaw Uprising) อาคารแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ประมาณ 1,000 นัด รวมถึงการถูกยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ Karl-Gerät ขนาด 2 ตัน ส่งผลให้ผนังและโครงสร้างส่วนใหญ่พังทลายลง เหลือเพียงโครงเหล็กที่บิดเบี้ยวแต่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งภาพของซากอาคารพรูเดนเชียลได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านสงครามในโปสเตอร์หลายฉบับ
การเปลี่ยนโฉมสู่โรงแรมวอร์ซอว์
หลังสิ้นสุดสงคราม อาคารได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนหน้าที่ให้เป็นโรงแรม โดยมาร์ซิน ไวเนเฟลด์ สถาปนิกคนเดิมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกแบบจากโมเดิร์นยุคแรกให้กลายเป็นสไตล์ สถาปัตยกรรมสัจนิยมสังคมนิยม (Socialist Realism) ตามความนิยมในยุคนั้น โรงแรมวอร์ซอว์เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 1954 โดยมีห้องพัก 375 ห้อง พร้อมด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และไนท์คลับ
การบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 21
โรงแรมวอร์ซอว์ปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2002 และถูกขายต่อ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 กลุ่มบริษัท Likus Group ได้เข้าซื้อกิจการและเริ่มดำเนินการบูรณะครั้งใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในด้านการอนุรักษ์ เนื่องจากมีการรื้อถอนการตกแต่งภายในแบบสัจนิยมสังคมนิยมออกทั้งหมดและแทนที่ด้วยสไตล์ร่วมสมัย ในขณะที่ภายนอกอาคารได้รับการบูรณะให้กลับไปสู่รูปแบบอาร์ตเดโคดั้งเดิมเหมือนช่วงก่อนสงคราม
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2018 โรงแรมวอร์ซอว์ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในฐานะโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยมีห้องพักทั้งหมด 142 ห้อง
คำถามที่พบบ่อย
อาคารพรูเดนเชียลตั้งอยู่ที่ไหน?
ตั้งอยู่ที่จัตุรัสวอร์ซอว์อินเซอร์เจนท์ส (Warsaw Insurgents Square) บนถนนชเวนโตกชริสกา ในกรุงวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์
ทำไมอาคารนี้ถึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์?
นอกจากจะเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโปแลนด์ยุคก่อนสงครามแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูเมืองวอร์ซอว์หลังถูกทำลายอย่างหนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ภาพโทรทัศน์ในยุโรป
ปัจจุบันอาคารพรูเดนเชียลถูกใช้เป็นอะไร?
ปัจจุบันถูกใช้เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ในชื่อ 'โรงแรมวอร์ซอว์' (Hotel Warszawa)
สถาปัตยกรรมของอาคารนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
อาคารเริ่มต้นด้วยสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) จากนั้นถูกบูรณะเป็นสไตล์สัจนิยมสังคมนิยม (Socialist Realism) หลังสงคราม และล่าสุดได้รับการบูรณะให้กลับสู่รูปแบบอาร์ตเดโคดั้งเดิมในส่วนของภายนอก
ใครเป็นผู้ออกแบบอาคารนี้?
ออกแบบโดยสถาปนิก มาร์ซิน ไวเนเฟลด์ (Marcin Weinfeld) และใช้โครงสร้างเหล็กที่ออกแบบโดย สเตฟาน ไบรลา และ เวนเซสลาฟ โพนิช
