← กลับไปยังบทความทั้งหมด

หลักสิทธิโดยดินแดน (Jus Soli)

สรุปใจความสำคัญ

  • Jus soli คือหลักการมอบสัญชาติให้แก่บุคคลตามสถานที่เกิด (Right of Soil)
  • เป็นหลักการที่แพร่หลายในทวีปอเมริกาเนื่องจากประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและอาณานิคม
  • ระบบผสม (Mixed Systems) ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศเพื่อป้องกันการเกิดบุคคลไร้รัฐ (Stateless persons)
  • ปัจจุบันมีแนวโน้มที่หลายประเทศจะเพิ่มเงื่อนไขการพำนักของบิดามารดาเพื่อป้องกันการท่องเที่ยวเพื่อการเกิด

หลักสิทธิโดยดินแดน (ภาษาละติน: Jus soli หมายถึง "สิทธิแห่งดินแดน") คือหลักการทางกฎหมายที่กำหนดให้บุคคลที่เกิดในอาณาเขตของรัฐหนึ่ง ๆ ได้รับสัญชาติหรือความเป็นพลเมืองของรัฐนั้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของบิดามารดา

ความแตกต่างระหว่าง Jus Soli และ Jus Sanguinis

หลัก Jus soli เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับ หลักสิทธิโดยสายเลือด (Jus sanguinis หรือ "สิทธิแห่งโลหิต") ซึ่งเป็นการมอบสัญชาติให้แก่บุตรตามสัญชาติของบิดาหรือมารดา โดยหลัก Jus soli เคยเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ (English Common Law) ในขณะที่หลัก Jus sanguinis มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประมวลกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส ค.ศ. 1804

การนำไปใช้ในระดับสากล

หลักสิทธิโดยดินแดนเป็นกฎเกณฑ์หลักที่ใช้ในทวีปอเมริกา โดยมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์หลายประการ เช่น การที่เจ้าอาณานิคมยุโรปในอดีตกำหนดกฎหมายที่ผ่อนปรนเพื่อดึงดูดผู้อพยพจากโลกเก่าให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและแทนที่ประชากรพื้นเมืองในโลกใหม่ รวมถึงการเกิดขบวนการสงครามประกาศอิสรภาพที่ขยายคำนิยามของการมอบสัญชาติ เพื่อเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการยกเลิกทาสในช่วงศตวรรษที่ 19

แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของหลักการได้สัญชาติ
แผนผังแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหลักการได้สัญชาติแบบต่าง ๆ เช่น Jus soli และ Jus sanguinis

ปัจจุบันมีประมาณ 35 ประเทศที่มอบสัญชาติโดยไม่มีเงื่อนไขให้แก่ทุกคนที่เกิดในพรมแดนของตน อย่างไรก็ตาม หลายประเทศนอกทวีปอเมริกาใช้ ระบบผสม (Mixed Systems) โดยจะมอบสัญชาติแบบ Jus soli ในกรณีจำกัด เช่น:

  • เด็กที่เกิดมาแล้วไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติใด ๆ เลย (เพื่อป้องกันการเป็นบุคคลไร้รัฐ)
  • เด็กที่เกิดจากมารดาที่ไม่ได้สมรส หรือเกิดในประเทศที่ไม่ยอมรับการส่งต่อสัญชาติผ่านทางมารดา
  • การกำหนดเงื่อนไขด้านถิ่นที่อยู่ โดยกำหนดให้บิดามารดาต้องพำนักในประเทศนั้นเป็นเวลาจำนวนปีที่กำหนดก่อนที่บุตรจะได้รับสัญชาติ

การลดจำนวนบุคคลไร้รัฐ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความตระหนักถึงความเปราะบางของบุคคลไร้รัฐเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การทำสนธิสัญญาเพื่อแก้ไขปัญหานี้

สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐ
ความพยายามในระดับสากลเพื่อลดจำนวนบุคคลไร้รัฐผ่านอนุสัญญาต่าง ๆ

ประเทศที่เข้าเป็นภาคีของ อนุสัญญาว่าด้วยการลดการไร้สัญชาติ ค.ศ. 1961 (1961 Convention on the Reduction of Statelessness) มีพันธกรณีในการมอบสัญชาติให้แก่บุคคลที่เกิดในดินแดนของตน หากบุคคลนั้นจะไม่ได้รับสัญชาติอื่นใดเลย นอกจากนี้ อนุสัญญาอเมริกันว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (American Convention on Human Rights) ยังระบุว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับสัญชาติของรัฐที่ตนเกิด หากไม่มีสิทธิในสัญชาติอื่น

แนวโน้มการจำกัดสิทธิโดยดินแดน

ในปัจจุบัน หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะจำกัดการใช้หลัก Jus soli เพื่อป้องกันปัญหา การท่องเที่ยวเพื่อการเกิด (Birth Tourism) และการอพยพเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายผ่านพระราชบัญญัติสัญชาติ ค.ศ. 1981 (British Nationality Act 1981) เพื่อให้การได้สัญชาติโดยการเกิดในดินแดนต้องมีเงื่อนไขด้านสถานะของบิดามารดาด้วย

คำถามที่พบบ่อย

Jus soli แตกต่างจาก Jus sanguinis อย่าง่างไร?

Jus soli คือการได้สัญชาติจากสถานที่เกิด (ดินแดน) ในขณะที่ Jus sanguinis คือการได้สัญชาติจากสายเลือด (บิดามารดา)

ทำไมประเทศในทวีปอเมริกาถึงใช้หลัก Jus soli มากกว่าภูมิภาคอื่น?

เนื่องจากในอดีตต้องการดึงดูดผู้อพยพจากยุโรปให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในโลกใหม่ และเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหลังการประกาศอิสรภาพ

บุคคลไร้รัฐ (Stateless person) เกี่ยวข้องกับหลัก Jus soli อย่างไร?

หลายประเทศใช้หลัก Jus soli แบบมีเงื่อนไขเพื่อมอบสัญชาติให้แก่เด็กที่เกิดในดินแดนของตนแต่ไม่สามารถได้รับสัญชาติจากบิดามารดา เพื่อให้เด็กไม่กลายเป็นบุคคลไร้รัฐ

การท่องเที่ยวเพื่อการเกิด (Birth Tourism) คืออะไร?

คือการที่บิดามารดาเดินทางไปยังประเทศที่ใช้หลัก Jus soli โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้บุตรที่เกิดมาได้รับสัญชาติของประเทศนั้นโดยอัตโนมัติ