ซันจักลาซิสถาน เขตการปกครองชาวลาซในจักรวรรดิออตโตมัน
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นเขตการปกครองระดับซันจักของจักรวรรดิออตโตมัน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดริเซและอาร์ตวินในปัจจุบัน
- มีการปกครองแบบกึ่งอิสระโดย 'เดเรเบย์' หรือเจ้าหุบเขาชาวลาซจนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 19
- ประชากรมีการเปลี่ยนแปลงทางอัตลักษณ์อย่างมากผ่านกระบวนการเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามและการกลายเป็นกรีก
- สินค้าเศรษฐกิจหลักคือเฮเซลนัทและแร่สังกะสี
ซันจักลาซิสถาน (Lazistan) เป็นชื่อเรียกเขตการปกครองระดับซันจัก (Sanjak) ของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งตั้งอยู่ภายใต้การดูแลของวิลายะต์ทระบซอน (Trebizond Vilayet) ครอบคลุมพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลดำ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของประชากรที่พูดภาษาลาซ (Laz) พื้นที่นี้ครอบคลุมจังหวัดริเซ (Rize) และพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดอาร์ตวิน (Artvin) ในประเทศตุรกีปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์และการก่อตั้ง
หลังจากจักรวรรดิออตโตมันพิชิตจักรวรรดิทระบซอนและรุกรานกูเรีย (Guria) ในปี ค.ศ. 1547 พื้นที่ที่ชาวลาซอาศัยอยู่ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ลาเซีย (Lazia) ได้ถูกจัดตั้งเป็นเขตการปกครองซันจักแยกต่างหาก โดยมีผู้ว่าราชการที่ปกครองจากเมืองริไซออน (Rizaion หรือ Rize ในปัจจุบัน) ซึ่งมีตำแหน่งว่า "ลาซิสถาน มุตัสเซริฟ" (Lazistan Mutasserif) หรือผู้ว่าราชการแห่งลาซิสถาน
ซันจักลาซิสถานถูกแบ่งออกเป็นเขตย่อยที่เรียกว่า กาซา (Kaza) ได้แก่ ของี (Ofi), ริไซออน (Rizaion), อาเธนา (Athena), โฮปา (Hopa), โกเนีย (Gonia) และบาทูมี (Batum)
โครงสร้างอำนาจและการปกครอง
จนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 17 อำนาจที่แท้จริงในหลายเขตกาซาไม่ได้อยู่ที่ปาชา (Pashas) หรือผู้ว่าราชการแห่งทระบซอน แต่อยู่ในมือของ เดเรเบย์ (Derebeys) หรือ "เจ้าหุบเขา" ซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นชาวลาซที่มีอำนาจเด็ดขาดในเขตของตนเอง เจ้าหุบเขาเหล่านี้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและสงครามย่อยๆ ระหว่างกัน โดยแทบไม่ต้องส่งส่วยหรือแสดงความจงรักภักดีต่อสุลต่านแห่งออตโตมัน สถานการณ์การไม่ยอมสยบนี้ดำเนินมาจนกระทั่งมีการปฏิรูปโดยออสมัน ปาชา (Osman Pasha) ในช่วงทศวรรษ 1850 ซึ่งทำให้อำนาจส่วนกลางของออตโตมันกลับมาควบคุมพื้นที่ได้อีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงดินแดนและประชากร
ในปี ค.ศ. 1547 ออตโตมันได้ยึดป้อมปราการชายฝั่งโกเนีย ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของลาซิสถาน ต่อมาบาทูมีได้กลายเป็นศูนย์กลางจนกระทั่งถูกรัสเซียยึดครองในปี ค.ศ. 1878 ระหว่างสงครามรัสเซีย-ตุรกี ส่งผลให้เมืองริเซกลายเป็นเมืองหลวงของซันจักแทน
เหตุการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ส่งผลให้ชาวลาซมุสลิมที่อาศัยอยู่ใกล้เขตสงครามในจังหวัดบาทูมีถูกกวาดล้างทางชาติพันธุ์ ทำให้หลายคนต้องลี้ภัยไปยังจักรวรรดิออตโตมันและตั้งถิ่นฐานบริเวณชายฝั่งทะเลดำทางตะวันออกของซัมซุนและภูมิภาคมาร์มารา
ในช่วงปี ค.ศ. 1914 นโยบายของออตโตมันต่อประชากรคริสเตียนเปลี่ยนไป โดยมีการบังคับย้ายถิ่นฐานชาวกรีกพอนติก (Pontic Greek) และชาวลาซคริสเตียนจากพื้นที่ชายฝั่งไปยังพื้นที่ตอนในของอนาโตเลีย และในทศวรรษ 1920 ประชากรคริสเตียนในภูมิภาคพอนตัสถูกขับไล่ไปยังประเทศกรีซ
ศาสนาและอัตลักษณ์
ในด้านศาสนา ประชากรในลาซิสถานมีความหลากหลาย โดยมีทั้งชาวลาซมุสลิมซุนนี, ชาวตุรกี และชาวเฮมชิน (Hemshin) ขณะที่ประชากรคริสเตียนประกอบด้วยชาวกรีกพอนติกและชาวอาร์เมเนีย
กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาและวัฒนธรรมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวลาซประมาณ 300 คนบนภูเขาดูดิกวาที (Mt. Dudikvati) และภูเขาปาปาติ (Mt. Papati) ระหว่างปี ค.ศ. 1600-1620 ซึ่งส่งผลให้คณะสงฆ์ท้องถิ่นล่มสลาย นำไปสู่การเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามหรือการกลายเป็นกรีก (Hellenization) ของชาวลาซ
ชาวลาซที่ยังคงนับถือคริสต์ออร์โธดอกซ์ต้องเปลี่ยนจากการขึ้นตรงต่อคริสตจักรจอร์เจียมาอยู่ภายใต้สังฆราชแห่งคอนสแตนตินโนเปิล ซึ่งส่งผลให้ชาวลาซกลุ่มนี้ค่อยๆ สูญเสียภาษาและอัตลักษณ์ของตนเองและกลายเป็นชาวกรีกในที่สุด ในขณะที่ชาวลาซที่เปลี่ยนเป็นมุสลิมสามารถรักษาภาษาลาซไว้ได้มากกว่า
เศรษฐกิจ
ในอดีต ลาซิสถานมีชื่อเสียงในการผลิต เฮเซลนัท ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญผ่านเมืองทระบซอน นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่สังกะสี โดยในปี ค.ศ. 1901 มีการผลิตสังกะสีได้มากกว่า 1,700 ตัน
การสิ้นสุดของซันจักลาซิสถาน
ซันจักลาซิสถานคงอยู่จนกระทั่งจักรวรรดิออตโตมันล่มสลายในปี ค.ศ. 1923 ต่อมาในปี ค.ศ. 1926 รัฐบาลเคมาลิสต์ (Kemalists) ได้สั่งห้ามการใช้คำว่า "ลาซิสถาน" อย่างเป็นทางการ และพื้นที่ดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดริเซและจังหวัดอาร์ตวินในปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
ซันจักลาซิสถานคืออะไร?
คือเขตการปกครองระดับซันจัก (Sanjak) ของจักรวรรดิออตโตมันที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลดำ เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวลาซ
เดเรเบย์ (Derebeys) คือใคร?
คือเจ้าหุบเขาหรือผู้นำท้องถิ่นชาวลาซที่เคยมีอำนาจปกครองตนเองอย่างเด็ดขาดในเขตของตน โดยไม่ต้องส่งส่วยหรือขึ้นตรงต่อสุลต่านออตโตมันอย่างเคร่งครัดจนถึงทศวรรษ 1850
ทำไมชาวลาซบางส่วนจึงกลายเป็นชาวกรีก?
เนื่องจากชาวลาซที่นับถือคริสต์ออร์โธดอกซ์ถูกบังคับให้เปลี่ยนจากการขึ้นตรงต่อคริสตจักรจอร์เจียมาอยู่ภายใต้สังฆราชแห่งคอนสแตนตินโนเปิล ทำให้เกิดกระบวนการกลายเป็นกรีก (Hellenization) และสูญเสียภาษาลาซไปในที่สุด
ซันจักลาซิสถานสิ้นสุดลงเมื่อใด?
สิ้นสุดลงพร้อมกับการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมันในปี ค.ศ. 1923 และถูกสั่งห้ามใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1926 โดยรัฐบาลตุรกีสมัยเคมาลิสต์


