← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Matra R.511 ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศของฝรั่งเศส

สรุปใจความสำคัญ

  • พัฒนาโดยบริษัท Matra ประเทศฝรั่งเศส
  • ใช้ระบบนำวิถีแบบเรดาร์กึ่งแอคทีฟ (Semi-active radar homing) โดย Thompson-CSF
  • เข้าประจำการในปี ค.ศ. 1957 เพื่อทดแทนรุ่น R.510 ที่ใช้ระบบอินฟราเรด
  • มีข้อจำกัดในการปฏิบัติการที่ระดับความสูง 3,000 เมตรขึ้นไป
  • ถูกแทนที่ด้วยรุ่น R.530 และใช้งานในหน่วยฝึกจนถึงปี ค.ศ. 1976

Matra R.511 เป็นขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศ (Air-to-Air Missile) ที่พัฒนาโดยบริษัท Matra ของประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาขีปนาวุธรุ่น Matra M.04 (R.042) และ R.05 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางอากาศ

ขีปนาวุธ Matra R.511
ขีปนาวุธ Matra R.511 ที่ติดตั้งบนเครื่องบิน

ประวัติการพัฒนา

ก่อนที่จะมีการนำ R.511 มาใช้งาน มีการพัฒนาขีปนาวุธรุ่น R.510 ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกที่ใช้ระบบนำวิถีด้วยอินฟราเรด (Infra-red guided) แม้ว่า R.510 จะมีความแม่นยำสูง แต่มีข้อจำกัดด้านพารามิเตอร์การปฏิบัติการที่แคบมาก

การทดสอบ R.510 เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1952 ณ สนามทดสอบขีปนาวุธ CIEES ใกล้กับเมือง Colomb-Béchar และ Hammaguir ในประเทศแอลจีเรีย (ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส) โดยมีการสั่งผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 100 ลูก อย่างไรก็ตาม หัวค้นหาเป้าหมายแบบตะกั่วซัลไฟด์ (PbS) ของ R.510 มีความไวต่ำ ทำให้สามารถติดตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

คุณลักษณะทางเทคนิคและระบบนำวิถี

Matra R.511 เริ่มเข้าประจำการในปี ค.ศ. 1957 เพื่อทดแทน R.510 โดยมีการเปลี่ยนระบบนำวิถีเป็นแบบ เรดาร์กึ่งแอคทีฟ (Semi-active radar homing) ซึ่งพัฒนาโดย Thompson-CSF

หัวนำวิถีเรดาร์ของ Matra R.511
รายละเอียดส่วนหัวนำวิถีเรดาร์ของ Matra R.511

ระบบนำวิถีของ R.511 จะทำงานโดยการตรวจจับสัญญาณสะท้อนของเรดาร์จากเครื่องบินที่ปล่อยขีปนาวุธ โดยมีเสาอากาศที่สแกนเป็นรูปกรวย (Conically scanned) ทำมุม 8 องศาจากแนวแกนกลางของขีปนาวุธ ด้วยความเร็ว 225 รอบต่อวินาที สำหรับการยิงในระยะไกล คำสั่งนำวิถีจะถูกส่งตรงไปยังขีปนาวุธผ่านเสาอากาศที่ติดตั้งอยู่ที่ขอบหลังของปีกขีปนาวุธ

เนื่องจากข้อจำกัดของเรดาร์บนเครื่องบินที่ใช้ปล่อยขีปนาวุธ ทำให้ R.511 สามารถปฏิบัติการได้เฉพาะในระดับความสูงที่มากกว่า 3,000 เมตร (ประมาณ 9,800 ฟุต) เท่านั้น

สมรรถนะการบิน

ขีปนาวุธรุ่นนี้สามารถทนแรงจี (g-force) ได้สูงสุด 12g ในขณะที่เดินทางด้วยความเร็ว Mach 1 ที่ระดับความสูง 10,000 เมตร (ประมาณ 33,000 ฟุต)

การปลดระวาง

ในเวลาต่อมา Matra R.511 ถูกแทนที่ด้วยขีปนาวุธรุ่น R.530 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ามากในกองทัพอากาศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม R.511 ยังคงถูกนำมาใช้ในหน่วยฝึกหัดจนถึงปี ค.ศ. 1976

คำถามที่พบบ่อย

Matra R.511 แตกต่างจาก R.510 อย่างไร?

R.510 ใช้ระบบนำวิถีด้วยอินฟราเรด (Infra-red) ซึ่งมีข้อจำกัดในการติดตามเป้าหมายได้ดีเฉพาะกลางคืน ส่วน R.511 เปลี่ยนมาใช้ระบบเรดาร์กึ่งแอคทีฟ (Semi-active radar homing) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการค้นหาและติดตามเป้าหมายได้ดีกว่า

ข้อจำกัดหลักของ Matra R.511 คืออะไร?

ข้อจำกัดหลักคือต้องปฏิบัติการที่ระดับความสูงมากกว่า 3,000 เมตร เนื่องจากข้อจำกัดของระบบเรดาร์บนเครื่องบินที่ใช้ปล่อยขีปนาวุธ

Matra R.511 ใช้งานจนถึงปีใด?

แม้จะถูกแทนที่ด้วย R.530 ในการรบจริง แต่ R.511 ยังคงถูกนำมาใช้ในหน่วยฝึกหัดของฝรั่งเศสจนถึงปี ค.ศ. 1976