การล้อมเมืองโนโวเกออร์เกียฟสค์ ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่ 1
สรุปใจความสำคัญ
- การล้อมเมืองโนโวเกออร์เกียฟสค์เป็นการชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเยอรมันในด้านอัตราส่วนความสูญเสียและทรัพย์สินที่ยึดได้ เมื่อเทียบกับยุทธการที่ทันเนนเบิร์ก
- ป้อมปราการรัสเซียมีกำลังพลมากกว่า 90,000 นาย แต่พ่ายแพ้ต่อกองกำลังเยอรมันที่มีจำนวนน้อยกว่า
- ความเกลียดชังชาวยิวภายในกองทัพรัสเซียส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของทหารอย่างรุนแรง
- เยอรมันยึดแผนผังป้อมปราการและตำแหน่งปืนใหญ่หนักได้ ทำให้การโจมตีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การล้อมเมืองโนโวเกออร์เกียฟสค์เป็นสมรภูมิสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากกองทัพเยอรมันสามารถเจาะทะลวงแนวป้องกันของรัสเซียได้ในยุทธการบุก Bug–Narew ภายใต้การนำของพอล ฟอน ฮินเดนบวร์ก ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การทหารว่าเป็นการยึดป้อมปราการที่แข็งแกร่งและมีกำลังพลเหนือกว่าได้อย่างยอดเยี่ยม และในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าอับอายที่สุดของกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย
ภูมิหลังและการปิดล้อม
จากการถอยร่นของกองทัพรัสเซียที่ 1 และ 2 ในช่วงการบุกของเยอรมัน ป้อมปราการโนโวเกออร์เกียฟสค์ถูกปิดล้อมจากทางทิศใต้โดยกองพลของพลโท Thilo von Westernhagen จากกองทัพที่ 9 ของเยอรมัน
เอ. ลูเดนดอร์ฟ (E. Ludendorff) เสนาธิการของกองบัญชาการสูงสุดกองทัพเยอรมันในทิศตะวันออก ได้สั่งการให้มีการติดตามไล่ล่ากองทัพรัสเซียตามแนวแม่น้ำบุก (Bug River) เพื่อสกัดกั้นการถอยทัพ การยึดป้อมปราการแห่งนี้ตกเป็นหน้าที่ของกองกำลังล้อมเมือง (Siege Corps) ภายใต้การนำของนายพล Hans Hartwig von Beseler โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องทิศทางการโจมตี โดยลูเดนดอร์ฟต้องการให้โจมตีจากทิศตะวันออก ส่วนกัลลวิทซ์ (Gallwitz) เห็นว่าการโจมตีจากทิศเหนือซึ่งไม่มีสิ่งกีดขวางทางน้ำจะสะดวกกว่า
การเปรียบเทียบกำลังพลและยุทโธปกรณ์
ในด้านกำลังพล รัสเซียมีความได้เปรียบในเชิงจำนวนอย่างมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ฝ่ายรัสเซีย: มีนายทหาร 1,027 นาย, เจ้าหน้าที่ทหารและแพทย์ 445 นาย และทหาร 90,214 นาย (ประกอบด้วยกองพลทหารราบที่ 58, 63, 114 และ 119) โดยมีปืนใหญ่ 1,253 กระบอก และปืนกล 197 กระบอก พร้อมกระสุนจำนวนมหาศาล
- ฝ่ายเยอรมัน: กลุ่มของฟอน เบเซเลอร์ มีกองพัน 55 กองพัน, กองร้อยทหารม้า 10 กองร้อย และปืนใหญ่ 69.5 แบตเตอรี่ (390 กระบอก) ซึ่งรวมถึงปืนใหญ่หนักและปืนครกขนาดใหญ่ เช่น ขนาด 42 ซม. และ 30.5 ซม.
ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ ทหารเยอรมันส่วนใหญ่เป็นทหารกองหนุนและ Landwehr ที่มีประสบการณ์ ในขณะที่ทหารรัสเซียครึ่งหนึ่งเป็นทหารอาสาสมัคร (militia) ที่ขาดประสบการณ์ในการรบ

ปัญหาภายในและทัศนคติทางเชื้อชาติ
หนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่ความล้มเหลวของรัสเซียคือปัญหาภายใน โดยเฉพาะความเกลียดชังชาวยิว (Anti-Semitism) ภายในกองทัพรัสเซีย ความระแวงสงสัยที่เกิดจาก "ความบ้าคลั่งในการตามล่าสายลับ" ทำให้ขวัญและกำลังใจของทหารลดลง มีการแพร่กระจายข่าวลือเกี่ยวกับความทรยศของชาวยิว ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวประกันจากประชากรชาวยิวในพื้นที่
นอกจากนี้ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการและการสูญเสียผู้นำระดับสูง เช่น พันเอก Korotkevich-Nochevny หัวหน้าวิศวกรของป้อมปราการ ซึ่งถูกสังหารระหว่างการตรวจแนวหน้า ทำให้เกิดข่าวลือว่าเขาทรยศและนำเอกสารสำคัญไปให้ศัตรู ซึ่งในความเป็นจริง เยอรมันสามารถยึดกระเป๋าเอกสารของเขาได้ ซึ่งภายในมีแผนผังป้อมปราการทั้งหมดและตำแหน่งของปืนใหญ่หนัก ทำให้ฝ่ายเยอรมันได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมการล้อมเมืองโนโวเกออร์เกียฟสค์ถึงถูกเรียกว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าอับอายของรัสเซีย?
เพราะเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์เหนือกว่าอย่างมาก แต่กลับพ่ายแพ้ต่อกองกำลังเยอรมันอย่างรวดเร็วและสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก
กองทัพเยอรมันใช้กลยุทธ์ใดในการยึดป้อมปราการ?
เยอรมันใช้การปิดล้อมและการใช้ปืนใหญ่หนัก (Heavy Artillery) เช่น ปืนครกขนาด 42 ซม. และ 30.5 ซม. เพื่อทำลายแนวป้องกัน พร้อมกับใช้ข้อมูลจากแผนผังป้อมปราการที่ยึดได้จากนายทหารรัสเซีย
ปัจจัยภายในใดที่ส่งผลต่อความพ่ายแพ้ของรัสเซีย?
ปัจจัยสำคัญคือการขาดประสบการณ์ของทหารอาสาสมัคร และความขัดแย้งทางเชื้อชาติ (Anti-Semitism) ที่สร้างความระแวงและไม่ไว้วางใจกันภายในกองทัพ


